โกดังสินค้า เป็นที่เก็บสินค้า ซึ่งในปัจจุบัน มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก ราคาที่ดิน ที่มีแต่จะแพงขึ้นๆ ผู้ประกอบการ จำนวนมาก ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือ เล็ก จึงนิยม เช่า คลังสินค้ามากขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและความสะดวก ในขณะที่สินค้าในปัจจุบัน และ รูปการค้า ธุรกิจใหม่ๆมีมากขึ้น เจ้าของโกดังสินค้า เองก็ต้องปรับตัวศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยเฉพาะ การจัดระเบียบคลังสินค้าให้เหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในกลุ่มตลาดธุรกิจของตน

สำหรับยุคที่การค้าออนไลน์มาแรง นี้ ความต้องการของผู้ประกอบการค้าออนไลน์ที่ต้องการโกดังสินค้าย่อมมีมากขึ้น ในบทความนี้จึงขอแนะนำโกดังประเภทต่างๆ พร้อมแนวทางการเลือกโกดังให้เหมาะสมกับธุรกิจออนไลน์
การแบ่งโกดังสินค้า ตามประเภทของสินค้า
1. โกดังสินค้าทั่วไป: โกดังสินค้าทั่วๆไปที่เก็บสินค้าที่ดูแลรักษาไม่ยากนัก ไม่จำเป็นต้องดูและมากนัก เช่น เสื้อผ้า ,รองเท้า ,เครื่องใช้ต่างๆ
2. โกดังสินค้าของสด: โกดังสินค้าสำหรับกักเก็บอาหาร โดยเฉพาะของสดที่ต้องการความสดใหม่ โกดังประเภทนี่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ การจัดส่ง มาตรฐานกาควบคุมที่เกี่ยวข้อง ส่วนมากจะเป็นลักษณะของห้องเย็น
3. โกดังสินค้าอันตราย: โกดังที่เก็บสินค้าชนิดพิเศษที่ อาจก่ออันตรายได้ง่าย เช่น วัตถุไวไฟ สารเคมีต่างๆ โกดังประเภทนี้ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ และต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้ง
4. โกดังสินค้าพิเศษ: โกดังสินค้าที่เก็บของชนิดพิเศษที่ดูแลรักษายาก และมีมูลค่าสูงส่วนมากเป็นเวชภัณฑ์ เครื่องสำอางต่างๆ
5. โกดังสินค้าทัณฑ์บน: โกดังสินค้า ที่มีไว้สำหรับสินค้านำเข้าที่ต้องผ่านกรมศุลกากร โกดังประเภทนี้จะได้รับการดูแลจากรัฐบาลโดยตรง ก่อนที่จะบริษัทจะนำจ่ายต้องมีการชำระภาษีนำเข้าของสินค้านั้นๆก่อน โกดังประเภทนี้ส่วนมากจะอยู่บริเวณท่าเรือ สนามบินเพื่อให้สินค้ารอจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ศุลกากรก่อนนำส่ง
การแบ่งประเภทโกดัง ตามลักษณะการใช้งาน
1. โกดังสินค้าแบบศูนย์กระจายสินค้า: จะพบได้มากในธุรกิจค้าปลีก โกดังสินค้าประเภทนี้จะเป็นตัวกลาง นำสินค้าจากผู้ผลิตมาส่งต่อให้ผู้บริโภค กระจายสินค้าจากผู้ผลิตส่งต่อร้านค้าและผู้บริโภค
2. โกดังสินค้าแบบศูนย์รวมและกระจายสินค้า: เป็นโกดังสำหรับเปลี่ยนถ่ายสินค้า คล้ายกับโกดังสินค้าแบบแรก แต่ไม่เน้นการสตอคสินค้า ระยะเวลาการเก็บจึงสั้นกว่า พบได้มากในธุรกิจขนส่ง
3. โกดังสินค้าแบบ Fulfillment: โกดังสินค้าแบบบริการเบ็ดเสร็จ คือมีการบรรจุหีบห่อ ทำสลาก กระจายสินค้าไปถึง มีผู้บริโภค ได้ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากผู้ใช้บริการสามารถประหยัดเวลา และต้นทุนในการจัดการสินค้า การสต๊อคสินค้า รวมถึง การส่งมอบสินค้า เป็นการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี
การเลือกคลังสินค้าให้เหมาะกับธุรกิจออนไลน์
สำหรับธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน คงมีผู้ประกอบการจำนวนไม่มากนักที่มีโกดังสินค้า เนื่องจากโกดังสินค้าต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การเลือกโกดังสินค้า ที่ดี โกดังสินค้านั้นๆต้องเข้าใจผู้ประกอบ ธุรกิจออนไลน์ และพร้องที่จะสนับสนุนการทำงาน ของผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
1. ความน่าเชื่อถือ: เราสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโกดังสินค้าได้จาก ลูกค้าที่เคยรับบริการ และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ยิ่งโกดังสินค้าที่เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทขนส่ง โอกาสที่จะขนส่งสินค้าได้ถูกก็มีมาก
2. โกดังแบบ Fulfillment: คำตอบของ e-commerce การเลือกโกดังแบบ Fulfillment ที่มีบริการแบบครบวงจร เป็นการประยัดต้นทุนอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ประกอบการ แทบไม่ต้องเสียต้นทุนอื่นใดเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องเสียค่าบริหารจัดการ ค่าดูแลรักษา เพียงจ่ายก้อนเดียวจบทุกปัญหา ประหยัดทั้งเงินและเวลา โกดังแบบ Fulfillment นอกจากแก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้เกือบทั้งหมดแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ จากประสบการ์ณที่ทำงานคลังสินค้า มาเป็นอาชีพ โกดังสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญสูงแทบจะเป็นเสมือนที่ปรึกษาของผู้ประกอบการ ที่เข้าใจเรื่องของการจัดเก็บสินค้า กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ระบบการบริหารจัดการ ของโกดังสินค้า Fulfillment ยุคใหม่ค่อนข้างจะตอบโจทย์ ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน
3. ระบบที่ใช่ ปฏิบัติการที่ชอบ: โกดังแบบ Fulfillment นอกจากมีบริการพื้นฐานที่ครบวงจรแล้ว ระบบสนับสนุนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการได้มาก โกดังแบบ Fulfillment ส่วนมากจะมีระบบปฏิบัติการ แบบออนไลน์ real time ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสินค้า ได้ตั้งแต่อยู่ในคลัง จนส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งระบบปฏิบัติการดังกล่าว ถือเป็นจุดขาย ที่โกดังสินค้า Fulfillment ทั้งหลายต่าง เอามาใช้เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ระบบปฏิบัติการส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็น API, ERP จะเชื่อมต่อได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook Live, Shopee, Lazada, LINE OA ผู้ประกอบการควรเลือกตามความเหมาะสมของการใช้งานและราคา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
4. เงื่อนไข และการรับประกัน: การส่งของออนไลน์มีความเสี่ยวจากการขนส่ง แม้ว่าจะเป็นโกดังที่มีประสิทธิภพาเพียงใด อุบัติก็เกิดขึ้นได้ เงื่อนไขในการรับประกันสินค้าและการขนส่ง จึงต้องพิจาณาทุกครั้ง
5. ราคาที่เหมาะสม: โกดังแบบ Fulfillment เองก็มีหลายบริการหลายระดับ ซึ่งผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์กำลังของตนเองและเลือกอย่างเหมาะสม โกดังสินค้าก็เหมือนทุกธุรกิจที่มีการปรับตัวเสมอ เชื่อว่า หากผู้ประกอบเลือกโกดังสินค้าที่ใช่ จะสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงาน และผลประกอบการได้เป็นอย่างดี